วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

รักษาสายตาจากการเล่นคอม

เคล็ดลับการถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์
    สำหรับคนที่วันๆ ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ คงต้องเกิดอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า หรืออาการทางสายตาอื่นๆ กันบ้าง ปัจจุบันอาการทางสายตาที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์มีเพิ่มขึ้น จากสถิติพบว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากกว่า 50% มีอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า และปวดศรีษะ รวมทั้งมีอาการอื่นๆ เช่น ปวดเหมื่อยคอและหลัง ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และยังมีตัวแปรอีกหลายประการที่ทำร้ายสายตาของเรา เช่น ชนิดของจอคอมพิวเตอร์ แสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ ความสว่างของห้อง ท่านั่ง ฯลฯ
เคล็ดลับเพื่อถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์

1.กระพริบตาให้ถี่ขึ้น อาการตาแห้ง เกิดจากการที่เรากระพริบตาน้อยลง เนื่องจากมีสมาธิขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ อัตราการกระพริบตาจะลดลงจาก 20 - 22 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 6 - 8 ครั้งต่อนาที ถ้าไม่อยากตาแห้ง ควรจะกระพริบตาให้ถี่ขึ้น หรืออาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น


      2. จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม
      ให้บริเวณหน้าต่างอยู่ทางด้านข้างของจอคอมพิวเตอร์ เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ ควรจัดให้มี      ระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50 - 70 ซ.ม. จัดระดับจอภาพจากจุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4 - 9 นิ้ว ไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป


3. ปรับความสว่างของห้อง ควรปิดไฟบางดวงที่ทำการรบกวนการทำงาน เพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความสว่างที่มากเกินไป ถ้ามีแสงจ้าจากหน้าต่าง ควรใช้มูลี่เพื่อปรับแสงให้ผ่านได้เพียงบางส่วน และไม่เข้าตาโดยตรง หลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีผิวสะท้อน เช่น โต๊ะสีขาว ควรใช้วัสดุที่มีผิวด้าน ที่สะท้อนแสงไม่มากจะดีกว่า


4. เลือกใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ เวลาพิมพ์งาน ควรเลือกใช้ขนาดของตัวอักษรที่ใหญ่พอ และปรับความเข้มของตัวอักษรให้มากขึ้น ซึ่งขนาดตัวอักษรและความเข้มที่เหมาะสมจะสังเกตได้จากการที่เราอ่านตัวอักษรได้ในระยะห่างเป็น 3 เท่าของระยะที่นั่งทำงาน หรือเลือกใช้จอคอมพวิเตอร์ชนิด LCD (จอแบน) ซึ่งจะช่วยถนอนสายตาได้ดีกว่าจอแบบเก่า (CRT)

5. เลือกใช้แว่นที่เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์ ควรเลือกใช้เลนส์สีเขียวอ่อน ที่ช่วยให้สบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ และเพื่อลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตาที่มีกำลังขยายสำหรับระยะ 50 - 70 ซ.ม. (ระยะกลาง) ซึ่งค่ากำลังของเลนส์ดังกล่าวจะแตกต่างจากเลนส์อ่านหนังสือ หรือเลนส์มองใกล้ทั่วไป



6. พักสายตา ทุกๆ ชั่วโมง ควรเปลี่ยนอริยาบถ หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง เพื่อพักสายตาและป้องกันอาการปวดเมื่อยจากการใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
http://www.happyoppy.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=460478&Ntype=5




ร่างกายดีดีดี

6 วิธีทำดีกับร่างกายของคุณ
เราอาจใช้เวลาค่อนวันเพื่อพิจารณาว่า "ฉันดูดีรึยัง?"  แต่เคยสงสัยรึเปล่าว่า กว่าจะเริ่ดได้ขนาดนี้ ร่างกายของเราทำงานหนักแค่ไหน? เรามาทำดีกับร่างกายและส่วนต่าง ๆ ที่เรามักจะมองข้ามกันเถอะค่ะ!

1.ทำดีกับ...เกล็ดเลือด

          สาวกเครื่องดื่มสีอำพันคงต้องเพลา ๆ หน่อยนะ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรจำกัดไว้ที่วันละ 1-2 แก้วก็พอ เพราะเกล็ดเลือดบอบบางมาก และแอลกอฮอล์ที่มากเกินไปจะเป็นพิษต่อไขกระดูก ทำให้การสร้างเกล็ดเลือดบกพร่อง

         
ลองให้ของขวัญเกล็ดเลือดด้วยโฟเลตจากอาหารอย่างผักโขม ถั่วเลนทิล และหน่อไม้ฝรั่ง จะทำให้ไขกระดูกมีสุขภาพดี หากขาดสารอาหารความสามารถในการผลิตเกล็ดเลือดจะลดลง โดยเฉพาะเมื่อคุณตั้งครรภ์ และถ้าคุณรักเกล็ดเลือดของตัวเองละก็...เอามันออกไปซะ! ซึ่งการบริจาคโลหิตไม่มีอันตราย และร่างกายของคุณจะสร้างเกล็ดเลือดขึ้นมาใหม่ทันทีค่ะ (ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริจาคโลหิตได้ที่ เว็บไซต์ของสภากาชาดไทย http://www.redcross.or.th/)

2.ทำดีกับ...ร่องน้ำตา

         
นี่เป็นคำแนะน้ำด้านสุขภาพที่ง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์ : กะพริบตาสิ! "การกะพริบตาทำให้น้ำตาสามารถสร้างชั้นเคลือบ เพื่อป้องกันไม่ให้ตาแห้งหรือมีสิ่งระคายเคืองได้" นี่เป็นคำแนะนำจาก ศ.จักษุวิทยา นพ.มาร์เกอไรต์ แม็กโดนัลด์ จาก New York University

          อัตราการกะพริบตาของคุณจะลดลง เมื่อคุณจ้องจอคอมพิวเตอร์ และน้ำตาเทียมสามารถทำให้ดวงตาของคุณชุ่มชื้นได้ เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้ร่องน้ำตาอุดตัน ให้ล้างมือบ่อย ๆ และพยายามอย่าสัมผัสดวงตา สำหรับสาว ๆ ที่ขาดอายไลเนอร์ไม่ได้ เมื่อเขียนขอบตา ให้หยุดมือก่อนจะถึงร่องน้ำตา "อายไลเนอร์แบบน้ำ หรือแบบดินสออาจทำให้ติดเชื้อได้" ดร.แม็กโดนัลด์เตือน และก่อนจะล้มตัวลงนอนอย่าลืมล้างเครื่องสำอางให้สะอาดนะ...เดี๋ยวจะหาว่าสวยไม่เตือน

3.ทำดีกับ...ตับ

         
แสดงความรักต่อตับด้วยการระวังรอบเอวไว้ให้ดี เพราะคนที่มีน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะคนที่อ้วนบริเวณกลางลำตัว มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นโรคไขมันพอกตับ (Fatty Liver) ซึ่งเป็นโรคตับที่มีผลกระทบต่อคนอเมริกันประมาณ 30-40 ล้านคน แต่อย่าหวังพึ่งยาลดความอ้วน ในบางกรณี (ขึ้นอยู่กับปัจจัยบางอย่าง เช่น กรรมพันธุ์และนิสัยการดื่ม) อาหารเสริมเพื่อการไดเอ็ตอาจเป็นพิษต่อตับของคุณได้ แม้แต่ในปริมาณน้อย ๆ

          นอกจากนี้ การสักหรือเจาะตามร่างกาย จะทำให้คุณเสี่ยงต่อโรคไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งเป็นการติดเชื้อทางเลือด และอาจเกิดโรคตับแข็งได้ ดังนั้น จึงควรดูให้แน่ใจก่อนสักหรือเจาะว่า เครื่องมือและหมึกเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และฆ่าเชื้อผิวหนังบริเวณนั้นเสียก่อน

4.ทำดีกับ...ปอด

         
ขยับตัวซะหน่อยนะ การออกแรงจะช่วยออกกำลังกายปอดของคุณ ทำให้ปอดมีความจุเพิ่มขึ้น และร่างกายจะส่งออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อต่าง ๆ ในการทำกิจกรรมใด ๆ ก็ตามได้ดีขึ้น และหากต้องทำความสะอาดหรือทาสี ควรทาหน้ากากอนามัยมาใส่ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและสารพิษ ทั้งยังปกป้องปอดจากเศษผงที่มีขนาดเล็กมากด้วย สุดท้ายนี้ คือการหายใจลึก ๆ การออกกำลังกายที่ต้องหายใจลึก ๆ จะช่วยให้การทำงานของปอดส่งออกซิเจนไปยังร่างกายได้มากขึ้น และทำให้เรากระปรี้กระเปร่าอีกด้วย

5.ทำดีกับ...กระเพาะปัสสาวะ

          เมื่อปวด...อย่าอั้น เพราะอั้นปัสสาวะไว้นาน ๆ อาจทำให้กระเพาะปัสสาวะล้าจนติดเชื้อ หรือปัสสาวะราดได้ และอย่าลืมดื่มน้ำมาก ๆ การขาดน้ำจะทำให้ปัสสาวะเข้มข้นขึ้นจนบางครั้งอาจทำให้ปัสสาวะเล็ด แถมกระเพาะปัสสาวะของเราอาจจะแสบ ๆ คัน ๆ เนื่องจากอาหารและเครื่องดื่มบางชนิดจะระคายเคืองกระเพาะปัสสาวะ ตัวร้ายที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ คาเฟอีน ผลไม้จำพวกส้มที่เป็นกรดและสับปะรด
แต่อาหารที่มีผลต่อคนคนหนึ่งอาจจะไม่มีผลต่ออีกคนก็ได้ ดังนั้น ควรสังเกตให้ดีว่า อาหารการกินของคุณทำให้การปัสสาวะเปลี่ยนไปอย่างไร

6.ทำดีกับ...ปากมดลูก

          ไปตรวจเป็นประจำสิคะ รู้มั้ยว่า 1 ใน 7 ของสาวอเมริกันไม่ยอมไปตรวจมะเร็งปากมดลูก แต่ถ้าไม่ไปตรวจ คุณหมอจะไม่ได้ตรวจหาเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) และความผิดปกติต่าง ๆ ของเซลล์ที่จะทำให้คุณเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก
นอกจากนี้ อย่าลืมกินผักเยอะ ๆ เพราะการศึกษาจาก University of Arizona ในรัฐทัคซัน เปิดเผยว่า หญิงสาวที่กินผักมาก จะมีโอกาสน้อยกว่าถึงร้อยละ 50 ที่จะติดเชื้อไวรัส HPV เป็นเวลานาน
http://health.kapook.com/view9304.html

อาหารผิว

อาหารผิวสูตรต้านริ้วรอย
เราอาจนึกไม่ถึง ว่าอาหารมีผลต่อการเกิดริ้วรอยและผิวที่หย่อนคล้อยโดยตรง นั่นเพราะทุกวันๆ เซลล์ผิวของเราจะถูกสร้างจากชั้นในสุดออกมายังด้านนอก และคุณภาพความสมบูรณ์ของเซลล์ผิวนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพอาหารที่เราทานเข้าไปนี่อง
 พืช ผัก ผลไม้ ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) เพราะสารเหล่านี้จะช่วยร่างกายต่อสู้กับมลภาวะจากสิ่งแวดล้อมได้เต็มที่ อาหารผิวกลุ่มนี้ ได้แก่ ส้ม มะนาว มะละกอ สตรอเบอร์รี่ บรอคเคอร์รี่ ดอกกะหล่ำ ผักโขม เป็นต้น
พืชที่มีเบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) หรือวิตามินเอ (VitaminA) ซึ่งเป็นตัวช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิว และซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกแสงแดดทำลาย ทั้งยังช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งผิวหนังด้วย พบได้ในฟักทอง แครอท แตงโม แคนตาลูป มะเขือเทศสุก ฝรั่ง ผักโขม ที่นับเป็นอาหารผิวชั้นดี
ทานอาหารที่มีเซเรเนียม (Selenium) มีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากการถูกแสงแดดทำลาย และการเสื่อมสภาพของผิว อาหารที่มีเซเรเนียมสูงมีอยู่ในธัญพืชที่ไม่ฟอกขาว เนื้อแดง กุ้ง ปู ข้าวกล้อง ไข่ เห็ด
พืช ผักสดเพื่อรับเอนไซม์ หรือแร่ธาตุ วิตามินต่างๆ (Enzyme, Photochemical) อาทิ ใน บร็อคโคลิ ดอกกะหล่ำ ขึ่นฉ่าย แครอท คะน้า ซึ่งสารอาหารจากอาหารผิวต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้ร่างการซึมซับสารอาหารต่างๆได้ดี และกำจัดของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทานอาหารที่มีวิตามินซี (Vitamin C) เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับการผลิตคอลลาเจน และปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลาย เราสามารถพบอาหารผิวที่มีวิตามินซีมากๆ จากฝรั่ง ส้ม สับปะรด และมะขามป้อม
o เลือกอาหารที่มีวิตามินอีและสังกะสี (Vitamin E & Zinc) เพื่อช่วยปกป้องเซลล์ผิวชั้นนอกจากรังสี UVสามารถพบวิตามินอีในน้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก ถั่ว งา ต่างๆ ข้าวกล้อง และพบสังกะสีในปู หอยนางรม เนื้ออกไก่ จมูกข้าว
o กรดไขมันจำเป็นตระกูลโอเมก้า-3 (Essential Fatty Acid: Omega-3) เพราะทำให้ผิวชั้นนอกแข็งแรง จึงสามารถเก็บความชุ่มชื่นไว้ในผิวได้ดี ผิวจึงไม่แห้ง และยังช่วยป้องกันการอักเสบง่ายของผิวอีกด้วย เราสามารถรับอาหารผิวดีๆ กลุ่มนี้ได้จากปลาทู ปลาทะเลทั่วไป สาหร่าย หรือในน้ำมันถั่วเหลือง
o ดื่มน้ำให้พอดี (Water) เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของการมีสุขภาพผิวที่ดี เพราะน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของผิว น้ำช่วยให้ผิวถ่ายเทของเสียออกจากเซลล์ และเป็นตัวนำสารอาหารเข้าสู่เซลล์ผิว และช่วยให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างราบรื่นเป็นปกติ เซลล์ผิวที่สมบูรณ์จะอวบอิ่มไปด้วยน้ำ ซึ่งหมายถึงผิวจะดูสดใส เต่งตึง

ผมสวย

"การดูแลผมแตกปลาย"

ผมแตกปลายเกิดขึ้นเมื่อชั้นของเซลล์ของเส้นผมแตกแยกตัวออกจากกัน ไม่มีวิธีที่จะทำให้ชั้น ที่แตกแยกออกจากกันนี้กลับมาสมานสนิทได้ถาวร ครีมนวดผม (conditioner) จะทำให้เส้นผมที่ แตกปลายกลับมาสมานกันได้เพียงชั่วคราวเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมง หรืออย่างมากก็แค่ไม่กี่วัน โดยทั่วไปเมื่อสระผมครั้งต่อไปผมก็จะแตกปลายอีก
   จึงต้องใช้ครีมนวดผมอย่างสม่ำเสมอ วิธีใช้ครีมนวดผมคือใช้หลังสระผมแล้วชโลมครีมนวดผมทิ้งไว้สัก 10 นาที แล้วล้างออก หรือครีมนวดผมอีกแบบที่ใช้หลังสระผมโดยซับผมให้หมาดๆ แล้วชโลมครีมทิ้งไว้เลยโดยไม่ต้องล้างออก นอกจากนั้นหลังสระผม อย่าขยี้ผมแรงๆ ให้ใช้ผ้าขนหนูสะอาดซับผมให้แห้ง อย่าหวีผมหรือแปรงผมขณะที่ผมยังเปียกอยู่
   ถ้าจะใช้เครื่องเป่าผมก็อย่าตั้งอุณหภูมิสูง เพราะจะทำลายเส้นผมทำให้ผมแตกปลายได้ง่ายขึ้น อย่าย้อมผม ดัดผม ยืดผมบ่อยเกินไปเพราะทำให้เส้นผมแตกปลายได้ง่าย โดยทั่วไปเส้นผมของคนเราหลังตัดครบ 1 เดือนจะเริ่มยาวไม่สม่ำเสมอ และมีผมแตกปลาย ดังนั้นการไปพบช่างตัดผมอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยให้เรือนผมดูสวยงามอยู่เสมอนะครับ วิธีแก้ไขผมแตกปลายที่ดีที่สุดก็คือตัดส่วนปลายผมที่แตกปลายออก ดังนั้นคนที่ไว้ผมสั้นจะมีปัญหาเรื่องผมแตกปลายน้อยกว่าคนที่ไว้ผมยาว

ส่วนอาหารวิตามินและเกลือแร่ที่ช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง ได้แก่

    ธาตุเหล็ก - พบในเนื้อสัตว์ ถั่วเหลือง ข้าวสาลี ผักขม
กลุ่มของวิตามินบี - พบในจมูกข้าว ถั่ว ไข่ ถั่วเหลือง กล้วย
กรดอะมิโน เช่น ซิสเตอีนและเม็ทไทโอนีน ซึ่งมีส่วนประกอบของกำมะถันที่ จะทำให้เซลล์ เส้นผมเชื่อมติดกันแน่น พบในถั่ว เม็ดธัญพืช ไข่ เนื้อ
สังกะสี - พบในเนยแข็ง ข้าวซ้อมมือ ปลาซาร์ดีน และขนมปังข้าวไรย์
ซีลีเนียม - พบในเนยแข็ง Cheddar กุ้ง แครอท


สำหรับวิธีการสระผมที่ถูกต้องนั้น มีขั้นตอนคือ

1. ปล่อยให้ผมสยายลงมาตามธรรมชาติขณะสระผม นั่นคือสระผมในท่ายืนสระใต้ฝักบัว หรือก้มสระในอ่างอาบน้ำ
2. ใช้น้ำอุ่นชะล้างเส้นผมก่อนที่จะลงแชมพู
3. เอาแชมพูใส่ฝ่ามือ กะปริมาณแชมพูให้พอเกิดฟองได้หมดทั้งศีรษะ
4. ฟอกเส้นผมและหนังศีรษะด้วยแชมพู เริ่มที่หนังศีรษะก่อนใช้ปลายนิ้วนวดหนังศีรษะเบาๆ อย่าเกาหนังศีรษะหรือขยี้แรงๆ
5. ใช้น้ำสะอาดล้างแชมพูออก โดยใช้นิ้วมือล้างแชมพูออกตั้งแต่โคนเส้นผมไปสู่ปลายเส้นผม ห้ามขยี้แรงๆ เพราะเส้นผมจะได้รับอันตรายจากแรงเสียดสี

สำหรับการใช้ครีมนวดผมนั้น มีขั้นตอนดังนี้
1. สระผมล้างแชมพูออกอย่างหมดจด อย่าให้มีฟองแชมพูตกค้าง
2. เทครีมนวดผมใส่ฝ่ามือ
3. ฟอกครีมนวดผมกับเส้นผม ใช้ปลายนิ้วลูบไล้ครีมนวดผมให้ทั่วเส้นผมแล้วทิ้งไว้ 1-2 นาที
4. ล้างครีมนวดผมออก โดยให้น้ำชะล้างครีมนวดผมตั้งแต่โคนไปสู่ปลายเส้นผม ห้ามขยี้เส้นผมขณะผมเปียก

สำหรับการเช็ดผมให้แห้ง มีขั้นตอนคือ

1. ใช้ผ้าขนหนูสะอาด ที่แห้งสนิท ซับเส้นผมที่เปียกน้ำ
2. ในขณะที่ผมยังชื้นอยู่ ใช้แปรงหรือหวีสางผมที่พันกันหรือยุ่งเหยิง โดยแปรงเบาๆ จากปลายเส้นผม และค่อยๆ สูงขึ้นไปสู่โคนเส้นผม
3. ใช้มูสหรือเจลตามที่ชอบ แต่อย่าใช้มากเกินไป
4. ควรปล่อยให้เส้นผมแห้งสนิทตามธรรมชาติ
5. หากมีเวลาจำกัด ไม่สามารถรอให้ผมแห้งตามธรรมชาติได้ ก็ต้องใช้เครื่องเป่าผม โดยใช้เครื่องเป่าผมเมื่อซับผมด้วยผ้าขนหนูก่อน
6. ควรใช้ความร้อนและความแรงของเครื่องเป่าที่สปีดต่ำสุด
7. การเป่าผมต้องเคลื่อนไหวไปทั่วศีรษะ อย่าจ่อเป่าให้แห้งทีละจุดๆ เพราะจะทำให้ เส้นผมและหนังศีรษะเกิดอันตราย
เส้นผมของคุณจะแลดูสวยเป็นเงางามก็ต่อเมื่อได้รับการดูแลบำรุงรักษาทุกวัน ร่วมไปกับการกินอาหารที่ดีและออกกำลังกายอย่างเหมาะสม รวมถึงพยายามลดความเครียดลงด้วย เพราะความเครียดทำให้ผมหลุดร่วงได้
ส่วนวิธีปฏิบัติเพื่อให้เส้นผมไม่แตกหักง่ายและดูเงางามอ่อนนุ่มสลวยอยู่เสมอมีดังนี้

1 หวีและแปรงผมให้น้อยลง ความเชื่อที่ว่าควรแปรงผมวันละ 100 ครั้ง นั้นเป็นความเชื่อ ที่ผิด และไม่ควรใช้หวีหรือแปรงที่มีขนแหลมคม หรือที่ทำจากโลหะหรือพลาสติก ควรใช้หวีที่ทำจากขนสัตว์ธรรมชาติ
2. ไม่ควรแปรงผมย้อนไปด้านหลังหรือยีผมแรงๆ (ควรหวีผมตามแนวเส้นผม)
3. ไม่รัดผมให้แน่นหรือถักเปียแน่นจนเกินไปนัก รวมทั้งการสวมหมวกที่คับเกินไป หรือพันผ้าคาดศีรษะจนแน่น
4. ควรใช้แชมพูอ่อนๆ สระผม หลังสระควรใช้ครีมนวดหรือครีมปรับสภาพเส้นผม และไม่ควรสระผมและเป่าผมให้แห้งบ่อยครั้งเกินไป
5. เล็มปลายเส้นผมที่แตกปลายทิ้ง

นอกจากนี้ยังพบว่าสารเคมีเป็นสาเหตุที่ทำให้เส้นผมหักได้บ่อยที่สุด เพราะเมื่อชั้นนอกสุดของเส้นผมถูกสารเคมีอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะจากยาย้อมผม ยากัดสีผม ยาดัดผม หรือยาเหยียดผม ยายืดผมตรง สารเคมีในตัวยาเหล่านี้จะทำให้เส้นผมแห้งและแข็งกระด้าง จึงควรใช้น้ำยา เหล่านี้เมื่อจำเป็นและไม่ควรใช้บ่อยครั้ง
http://variety.teenee.com/foodforbrain/2215.html

ถนอมเล็บ...ให้สวยนาน

ถนอมเล็บ...ให้สวยนาน
เล็บ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพได้ไม่แพ้ส่วนอื่นๆ ในร่างกาย ลองจินตนาการดูว่า หากคุณเป็นผู้ที่มีใบหน้างดงาม หรือหล่อเหลา แต่เมื่อพิจารณาที่เล็บมือ หรือเล็บเท้า กลับพบว่ามีเล็บดำสกปรก หรือเล็บมีรูปร่างแปลกๆ ผิวขรุขระผิดปกติ ความรู้สึกชื่นชมที่จะได้จากคนรอบข้าง ก็คงลดลงไปอย่างแน่นอน ดังนั้น การดูแลเล็บให้สวยงาม จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

จริงๆ แล้ว ทุกคนสามารถมีเล็บที่สวยงามได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการตกแต่งแต้มสีเลย เพราะในทางการแพทย์ถือว่า เล็บสวยหรือเล็บงาม หมายถึง เล็บที่สะอาด แข็งแรง และมีสุขภาพดี นั่นคือ ลักษณะของเล็บจะต้องไม่มีร่อง ไม่มีสีสัน ไม่มีหลุม และไม่มีสีที่ผิดแปลกไปจากปกตินั่นเอง

แม้ว่าตามธรรมชาติ เล็บจะเป็นอวัยวะที่มีความแข็งแรงมาก เพื่อไว้คอยเป็นเกราะกำบังนิ้วมือ และนิ้วเท้า จากอันตรายต่างๆ แต่ก็จำเป็นต้องได้รับการดูแลทะนุถนอมอย่างถูกต้องเช่นเดียวกับผิวหนังทั่วๆ ไป วิธีการดูแลเล็บให้สวยทำได้ไม่ยาก ถ้ามีความตั้งใจและเอาใจใส่อย่างจริงจัง ซึ่งการดูแลรักษาเล็บให้สวยคู่มือและเท้าไปอีกนาน ควรปฏิบัติดังนี้

* ไม่ควรใช้น้ำยาทาเล็บ หรือน้ำยาล้างเล็บบ่อยจนเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้เล็บเสียได้แล้ว ผิวหนังที่อยู่ข้างเคียงอาจเกิดการอักเสบได้ ส่วนในรายที่มีอาการแพ้สีทาเล็บ ถ้ายังอยากทาเล็บอยู่ ควรไปปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เพื่อรับการทดสอบว่าแพ้สารตัวใดในยาทาเล็บ เพราะจะได้สามารถเลือกยาทาเล็บที่ไม่มีสารตัวนั้น

* พยายามหลีกเลี่ยงการรบกวนผิวหนังที่หุ้มโคนเล็บ เพราะหากหนังหุ้มโคนเล็บแข็งแรง เรียบสวย และไม่ฉีกขาดง่าย ก็จะดูว่าเล็บสวยไปด้วย ซึ่งสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง อาทิ ไม่ทำเล็บบ่อยเกินไป, ไม่ใช้เครื่องมือแข็งๆ เขี่ยหรือขลิบหนังหุ้มโคนเล็บออก เนื่องจากหนังหุ้มโคนเล็บ เป็นตัวป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าไปสู่จมูกเล็บ และเนื้อเยื่อรอบๆ เล็บ

* ก่อนการตัดแต่งเล็บ ควรแช่มือและเท้าไว้ในน้ำอุ่นสัก 10 นาที เพื่อให้เล็บอ่อนลงทำให้ตัดแต่งได้ง่าย ส่วนการตัดเล็บโดยเฉพาะเล็บเท้าให้ตัดเป็นแนวตรง และไม่ตัดจนสั้นเกินไป เพื่อป้องกันปัญหาเล็บขบ ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความทุกข์ทรมานให้ไม่น้อย

* เล็บก็ไม่ต่างกับผิวหนังที่อาจแห้งได้ ดังนั้น ควรดูแลอย่าให้เล็บแห้งเกินไป เพื่อป้องกันเล็บเปราะและแตกหักง่าย ด้วยการแช่มือและเท้าในน้ำอุ่น ประมาณ 10 นาที แล้วทาครีมให้ความชุ่มชื้นทั้งมือและเท้า

* ในการถนอมเล็บ พฤติกรรมต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง
- การใช้เล็บแทนเครื่องมือบางชนิด เช่น ใช้เล็บหมุนไขแทนไขควง ใช้เล็บเป็นที่เปิดฝากระป๋อง ใช้เล็บหมุนโทรศัพท์ ใช้เล็บงัดแงะอะไรต่อมิอะไร เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เล็บฉีกขาดหรือแตกหักได้
- การใช้ปลายเล็บหยิบจับ ควานหา หรือโกยสิ่งของ โดยเฉพาะสิ่งที่วางอยู่บนพื้น ซึ่งจะทำให้เล็บหักได้ง่าย

- ไม่สวมถุงมือเมื่อต้องทำกิจกรรม ซึ่งอาจเป็นผลเสียต่อเล็บได้ เช่น การสัมผัสกับสารเคมีต่างๆ เช่น การใช้น้ำยาทำความสะอาดชนิดต่างๆ ซึ่งถ้าปล่อยให้เล็บสัมผัสกับสารเคมีโดยตรง อาจทำให้เล็บเปราะหรือเสียได้ รวมทั้งผิวหนังข้างเล็บอาจเกิดการระคายเคืองจนอักเสบและติดเชื้อได้เช่นกัน นอกจากนั้น การทำสวน ขุดดิน หรือโกยดินด้วยมือเปล่า อาจทำให้เล็บกระทบกระแทกกับของแข็งต่างๆ หรือเศษฝุ่นดินอาจแทรกเข้าไปอยู่ในซอกเล็บ ซึ่งยากแก่การทำความสะอาด เป็นต้น

* ในการทำความสะอาดเล็บ หรือตัดแต่งเล็บ ควรใช้เครื่องมือที่สะอาด โดยเฉพาะการทำเล็บตามร้านเสริมสวยทั่วๆ ไป ควรเลือกร้านที่ดูว่าเครื่องไม้เครื่องมือสะอาดเพียงพอ เพื่อป้องกันปัญหาติดเชื้อที่อาจตามมาได้

* พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มือและเท้าต้องถูกน้ำบ่อยๆ หรือแช่น้ำอยู่เป็นเวลานาน เนื่องจากจะทำให้ผิวหนังมีสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อยีสต์ และเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อรา ซึ่งปัญหาเชื้อราที่เล็บเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และคนทั่วไปมักนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ ของโรคที่เกี่ยวกับเล็บ ดังนั้น หากเล็บของคุณมีสีเขียวอมเหลือง แม้จะมีการตัด หรือตะไบให้เรียบร้อยแล้วก็ตาม อาจแสดงว่าเริ่มมีการติดเชื้อราที่เล็บแล้ว ควรรีบปรึกษาแพทย์ผิวหนังโดยเร็ว เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ก่อนที่เชื้อราจะกินเนื้อเล็บจนขยายตัวมากยิ่งขึ้นและยากต่อการรักษา เช่น เชื้อราทำลายผิวเล็บจนเล็บเปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง น้ำตาล ขาวขุ่นเป็นหย่อมๆ ผิวเล็บไม่เรียบตรงแต่ขรุขระหรือยุ่ย เล็บแยกจากหนังใต้เล็บ เป็นต้น โดยในการรักษาแพทย์จะพิจารณาตามความมากน้อยของอาการ ซึ่งมีตั้งแต่ยารับประทาน ยาทา จนถึงการถอดเล็บ

เล็บ เป็นอวัยวะที่จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของผิวหนัง ซึ่งคนมักจะมองข้ามความสำคัญและคุณค่าที่แท้จริง แต่เมื่อใดที่ปราศจากเล็บ หรือเกิดปัญหาขึ้นกับเล็บแล้วนั่นแหละ จึงจะนึกถึงความสำคัญของเล็บขึ้นมาได้ ดังนั้น การถนอมเล็บให้สวยอยู่เสมอ จึงเป็นความจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม และต้องเอาใจใส่เฉกเช่นเดียวกับการดูแลส่วนอื่นๆ ของร่างกายค่ะ
http://women.thaiza.com/detail_9124.html